สันดานจริงๆ ! คนในพื้นที่ชุมชนไม่ต้องการมัสยิด  แต่คนพวกนี้ก็ดื้อด้าน ถ้ายอมคราวนี้  ก็คงจะมีมัสยิดผุดขึ้นดั่งดอกเห็ด ไม่นานจะได้เห็นเสียงละหมาด 3-4  ใครไม่เคยได้ยินว่ามันหนวกหูขนาดไหน ก็ถามคนมีบ้านอยู่ใกล้มัสยิดดู  ร้อยทั้งร้อย และที่สำคัญคือทำลายวิถีชีวิตคนเมือง  อนาคตไม่แน่ไทยอาจจะไม่เป็น เมืองพุทธ ขนาดตาลีบัน อัพกานิสถาน อดีตคือเมืองพุทธศาสนา เจริญรุ่งเรืองขนาดไหน  คิดดูว่า เขาศรัทธาต่อพุทธศาสนาแค่ไหน ถึงกับสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหินใหญ่โต แต่ ปัจจุบันกลับกลายเป็นเมืองแขกมุสลิม และ คนพวกนี้ไม่สนใจคำทัดทานของสหประชาชาติ นานาชาติ ทำลายพระพุทธรูปทำลายจิตใจชาวพุทธทั่วโลกมากแล้ว  ก็ไม่แปลกที่คน อ.เวียงป่าเป้า จะลุกฮือต่อต้่าน เพราะศาสนาคุณ เป็นพิษเป็นภัยนั่นเอง.. !


ส่อบานปลาย! น้อย-หนาน ต้านมัสยิดเชียงรายไม่หยุด

 

เชียงราย - กลุ่มน้อย-หนานเวียงป่าเป้ายังเดินหน้าต้านการก่อสร้างมัสยิดในพื้นที่ อ้างกลัวกระทบวิถีชีวิตชุมชน ส่งผลต่อความมั่นคง แถมมีการแจกใบปลิวเรียกร้องชาวไทยพุทธขับไล่ข้าราชการที่ไฟเขียวให้สร้าง ขณะที่เครือข่ายมุสลิมยันเดินหน้าทำตามกฎหมาย ทำการเจรจายังไม่เป็นผล
      
       วันนี้ (2 พ.ค.) กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งต่อต้านการก่อสร้างมัสยิด ศาสนาอิสลามที่ได้เข้าไปก่อสร้างมัสยิดที่บ้านโป่งน้ำร้อน ม.6 ถนนเชียงราย-เชียงใหม่ ต.แม่เจดีย์ใหม่ ต.เวียงป่าเป้า อ.เวียงป่าเป้า ได้จัดประชุมลับกันขึ้นเพื่อวางแผนทำกิจกรรมต่อต้านอีก หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่มนี้เคยออกมาชุมนุม ณ ที่ว่าการ อ.เวียงป่าเป้า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 55 ที่ผ่านมา ซึ่งผลการประชุมมีแนวโน้มไปในทางที่จะไม่มีการหยุดการเคลื่อนไหว แต่จะเคลื่อนไหวไปในทางเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องแทน
      
       นายบุญนาค จอมธรรม ประธานชมรมน้อย-หนานเวียงป่าเป้า กล่าวว่า หลังการนัดตกลงเจรจากับตัวแทนผู้ก่อสร้างมัสยิด ณ ที่ว่าการ อ.เวียงป่าเป้า และการชุมนุมของชาวบ้านไม่ประสบผลสำเร็จ ทางนายอำเภอก็ได้มีการนัดหมายให้ตัวแทนชาวบ้านไปเจรจาที่ศาลากลาง จ.เชียงรายในวันที่ 30 เมษายน 55 แต่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งยกเลิก โดยนายอำเภอระบุให้ไปประชุมกันเฉพาะตัวแทนของชาวบ้านและฝ่ายปกครอง ณ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แม่เจดีย์ใหม่
      
       ผลการประชุม ทางนายอำเภอระบุให้ชาวบ้านยุติการเคลื่อนไหว และให้เอาป้ายต่อต้านตามจุดต่างๆ ออกให้หมด เพราะนายธานินทร์ สุภาแสน ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย กำลังเจรจากับตัวแทนผู้นับถือศาสนาอิสลาม หรือให้ผู้ใหญ่ได้หารือเจรจากันก่อนนั่นเอง
      
       นายบุญนาคกล่าวอีกว่า เรายังคงจะปรึกษาหารือกันเพื่อเคลื่อนไหวต่อไป เพราะผลปรากฏว่าในปัจจุบันการก่อสร้างมัสยิดไม่ได้ชะลอหรือหยุดลง ยังคงเดินหน้าก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกเราจะเคลื่อนไหวในทางวิชาการ โดยทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายจะทำวิจัยเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งการก่อ ตั้งมัสยิด โดยจะดำเนินการจนแล้วเสร็จราวสิ้นเดือนมิถุนายน 55 นี้ เพราะปัญหาใหญ่คือ กฎหมายไทย หากไม่แก้ไขอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกกันทั่วประเทศในอนาคต ซึ่ง ชาวบ้านจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่าการตั้งมัสยิดในพื้นที่โดยที่ชุมชนไม่ยินยอมมาตั้งแต่ต้นจะ กระทบวิถีชีวิตชาวบ้าน เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้วย
      
       รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ช่วงที่ชาวบ้าน ต.แม่เจดีย์มีการเคลื่อนไหวดังกล่าว ทางนายกมล ถมยาวิทย์ ที่ ปรึกษาอาวุโส คณะกรรมการประสานงานองค์กรเอกชน เพื่อจังหวัดชายแดนใต้ (คปชต.) พร้อมด้วยตัวแทนชาวไทยมุสลิม จำนวน 8 คน ได้เดินทางเข้าพบนายอาณัติ วิทยานุกูล ปลัด จ.เชียงราย โดยมีรายงานว่าช่วงเดียวกันได้มีชาวบ้านที่ต่อต้านประมาณ 300 คน เดินทางไปประท้วง ณ ที่ว่าการ อ.เวียงป่าเป้า และดำเนินการถึงขั้นมีการแจกใบปลิวไม่ต้องการศาสนาอื่น เพราะอาจจะนำมาซึ่งความแตกแยก และก่อเกิดเป็นปัญหาทางความมั่นคง นอกจากนี้ ได้เรียกร้องให้ชาวไทยพุทธขับไล่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนและเห็น ชอบในการสร้างมัสยิดครั้งนี้ด้วย
      
       นายกมลกล่าวว่า การดำเนินการก่อสร้างมัสยิดเป็นแรงศรัทธาของชาวไทยมุสลิมที่ร่วมกันลงเงิน เพื่อจัดซื้อที่ดิน และทำการก่อสร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำพิธีทางศาสนาของชาวไทยมุสลิมที่อาศัย อยู่ที่ อ.เวียงป่าเป้า และเดินทางไปตามถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ โดยได้มีการขออนุญาตตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนเอกสารสิทธิที่ดินก็ได้มาจากการซื้อขายโดยชอบธรรม
      
       ส่วนที่มีการคัดค้านของกลุ่มชาวไทยพุทธเราก็พยายามรับฟังเหตุผลมาโดยตลอด แต่จากที่สรุปได้ คือ การคัดค้านที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ พยายามชี้นำเพียงแค่ประเด็นความแตกแยกของชุมชน และตามกดดันเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เห็นชอบ หรือให้การสนับสนุนการก่อสร้าง ดังนั้น พยายามเดินตามวิถีทางที่ถูกต้องที่สุดในทุกขั้นตอน และให้มั่นใจว่าไม่ต้องการสร้างความแตกแยก

ที่มา : ผู้จัดการ

 

วันที่ 2 พฤษภาคม 2555


บทความที่เกี่ยวข้อง 

เผยโฉม อดีต มหาประโยค 9 เข้ารีตอิสลาม  
10 วันผ่านไป !ยังไม่มีคำชี้แจงจากองค์กรมุสลิม ว่านายชลิต ภักดีบุตร เป็นเณรนาคหลวง จริงหรือไม่ 
ถีบหัวส่ง !มุสลิมอ้าง "ชารีฟ" ก็โดนหลอก "ถึงเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก"  
มุสลิมฮือประท้วงวัดหนองจอก ! กรณีไม่ยอมให้สวมฮิญาบในโรงเรียนวัด อ้างรัฐธรรมนูญ+ระเบียบกระทรวง สารพัด 
มุสลิมฮือประท้วงวัดหนองจอก !กรณีไม่ยอมให้สวมฮิญาบในโรงเรียนวัด   
มุสลิมโวยลั่น !โรงเรียนวัดหนองจอกห้ามสวมฮิญาบมาโรงเรียน  
ตะลึง !มุสลิมอ้างสิทธิ์ "สร้างห้องละหมาด" ใน รร.วัดเทพลีลา ไม่ใช่แค่สวมฮิญาบใน รร.วัดเท่านั้น  
มุสลิมประกาศ !ค้นพระไตรปิฎก หาพระผู้เป็นเจ้า สงสัยจะค้นในคัมภีร์กุรอานไม่เจอเลยต้องมาค้นหาในพระไตรปิฎก  
ฝรั่งเศสเข้ม !ห้ามสตรีมุสลิมคลุมหน้าในที่สาธารณะไม่ว่ากรณีใดๆ  
เคร่งศาสนาสุดขั้ว ไม่ให้อยู่ฝรั่งเศส  ประเทศนี้มิใช่ของมุสลิม รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศก้องโลก ! 
ภาพปริศนาปลิวว่อนเน็ต ตั้งคำถามว่า นี่คือมุสลิมปลอมบวช ใช่หรือไม่ ? 
ต้องโทษประหารชีวิตฐานละทิ้งศาสนาอิสลาม !! 
ชาวเวียงป่าเป้า อ.เวียงป่าเป้า เชียงราย ฮือต้านมัสยิดอิสลาม 
เด็ดขาด ! รัฐบาลศรีลังกาสั่งย้ายมัสยิด หลังชาวพุทธฮือต้าน ! 
"หยุดสร้างมัสยิดติดวัด" หลังเจอ 3 ประสาน ชมรมน้อยหนาน-ปู่อาจ๋ารย์ และญาติโยมชาวเวียงป่าเป้าเอาจริง  

  คลิกที่นี่อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม:  รู้เท่าทันพวกมุสลิม



มหาโชว์ ! สับ คำผกา ปากมอม ทำลายหลักธรรม


วิจารณ์โดยไม่เข้าใจพระพุทธเจ้าศาสนาอย่างแท้จริง





น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือคำผกา

ผู้ดำเนินรายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา

 

“คำผกา” คึกจัด! วิพากษ์พุทธ ฉะรัฐผลาญงบสวดมนต์ข้ามปี แนะเอาเงินไปบำรุงสาธารณประโยชน์ จวกยกเหนือศาสนาอื่น ใช้ในรัฐพิธี, วันหยุดนักขัตฤกษ์ ด้านศูนย์พิทักษ์พุทธฯ โผล่ร้อง กมธ.ศาสนา สภาฯ ฟัน ขณะ “มหาโชว์” ปรี๊ดแตก! สับโหนกระแส ทำลายหลักธรรม หยันแก้ผ้าโชว์นมทั้งเหี่ยวทั้งดำ จี้ “โอ๊ค” ปลดรายการ ขู่อย่าให้ต้องบุกถึงสถานี
       
       วันนี้ (15 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10-11 มี.ค.ที่ผ่านมา รายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา http://shows.voicetv.co.th/kid-len-hen-tang/33237.html ทางสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี โดย น.ส.ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำผกา ผู้ดำเนินรายการ ได้เปิดหัวข้อสนทนาถึงกรณีข่าวสำนักงานพระพุทธศาสนา ชักชวนวัยรุ่นโหลดแอปพลิเคชันสวดมนต์ข้ามปี แทนดื่มเหล้าเพื่อการสังสรรค์ เป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยเงินทอง โดยตั้งข้อสังเกตว่า เอาเข้าจริงๆ แล้วพุทธเถรวาทในประเทศไทยเป็นพุทธที่อยู่กับวัตถุมหาศาล อาทิ วัตถุมงคลที่มีการซื้อขายกันมูลค่านับพันล้าน ทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทย ขณะที่การทำบุญก็อยู่ในส่วนของการทำธุรกิจ ทั้งร้านสังฆภัณฑ์ การปล่อยนก ปล่อยปลา ตามวัด ทั้งหมดเป็นเรื่องวัตถุหมดเลย แล้วจะมาบอกว่า พุทธศาสนายิ่งอยู่ใกล้ยิ่งอยู่ห่างไกลวัตถุเป็นสิ่งที่คิดกันเอาเองหรือ เปล่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า วัฒนธรรมไทยสมัยนิยมนี่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่ความทรงจำในช่วง 50 ปีนี้ อย่างไหว้พระ 9 วัด ก็เป็นโปรแกรมทัวร์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ แล้วการสวดมนต์ข้ามปีนี่ก็พึ่งมีมาเป็นปีที่ 2
       
       น.ส.ลักขณา กล่าวว่า การสวดมนต์ข้ามปีจะเป็นความสุขที่แท้จริง หรือเพียงแค่นำความสุขภายใต้คำนิยามของคนบางกลุ่มไปมอบให้กับคนอื่น โดยใช้งบประมาณรัฐบาลเข้าไปทำ มันง่ายไปหรือไม่ที่จะบอกว่าความสุขที่แท้จริงไม่สามารถหาได้ด้วยเงิน เสมือนเป็นการลดทอนปัญหาลง แทนที่จะรวบรวมเงินในการจัดกิจกรรมไร้สาระพวกนี้ มารณรงค์นโยบายที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน เช่น ปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้คนไทยมีความสุขมากกว่าหรือเปล่า ทั้งนี้ ตนไม่ได้บอกว่า การสวดมนต์เป็นเรื่องไม่ดี ตนเองก็ชอบอ่านหนังสือสวดมนต์ แต่มันก็เป็นแค่ความสุขส่วนบุคคล ไม่ ได้เกี่ยวว่าสวดมนต์แล้วสังคมจะดีขึ้น ถ้าทุกคนสวดมนต์ แต่รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมยังอยู่ ต่อให้สวดกันทั้งปีก็ไม่ได้ช่วยให้ลดลงได้
       
       “รู้สึกว่า ไอ้นโยบายที่ให้คนมาสวดมนต์เนี่ย มันคือการวางยากล่อมประสาทให้กับสังคม ทำให้คนลืมนึกถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง แล้วก็ แทนที่จะมาช่วยกันตั้งคำถามว่า เอ๊ะที่แท้จริงแล้วปัญหามันอยู่ที่ไหน ก็ปล่อยให้หลับหูหลับตากันสวดมนต์ไป แล้วก็ปล่อยให้ประเทศชาติดำเนินแบบนี้” น.ส.ลักขณา กล่าว
       
       น.ส.ลักขณา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้แล้ว ตนยังเห็นว่า คนไทยถูกปลูกฝังที่ว่าศาสนาทำให้คนเป็นคนดี และเวลาพูดถึงศาสนาก็ไม่สามารถนึกถึงศาสนาอื่นได้เลยนอกจากศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธอยู่มา 2,500 ปี แต่โลกนี้อยู่มาเป็นหมื่นปี โดยไม่มีศาสนาพุทธได้ ตนไม่ได้ดูถูกศาสนาพุทธ แต่กำลังจะชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยถูกสั่งสอนกันมาโดยเชื่อว่าศาสนาพุทธคือคำตอบของทุกอย่างในจักรวาล ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยกศาสนาพุทธให้มีความสำคัญเหนือศาสนาอื่น แต่อย่าลืมว่าเราต้องอยู่ร่วมกับคนอีกหลายร้อยหลายพันศาสนาและความเชื่อ ตนเห็นว่าเป็นการคิดเองเออเองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสัจธรรม อย่างศีล 5 นี่มันเป็นคำตอบจากสรวงสวรรค์ที่เลอเลิศกว่าบัญญัติ 10 ประการของศาสนาคริสต์อย่างไร มันก็เป็นคำสอนพื้นๆ ที่มีอยู่ในทุกศาสนาไม่ใช่หรือ อย่างบางคนกินเจวันเกิด กินเจวันพระ แต่ไม่ข้ามถนนบนทางม้าลายหรือสะพานลอย ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นได้ชัดว่าคนไทยไม่สามารถเชื่อมโยงคำสอนกับกฎเกณฑ์ให้ คนอยู่ร่วมกันในสังคมได้ แต่ในโลกสมัยใหม่สิ่งที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันไม่ใช่ความดี หรือศีลธรรม ในเชิงที่ให้ความสำคัญกับศรัทธาของศาสนาใด แต่อยู่ที่การเคารพสิทธิเสรีภาพของตนเองและเพื่อนร่วมสังคม
       
       น.ส.ลักขณา ยังกล่าวเพิ่มเติมในหัวข้อรัฐศาสนาและรัฐโลกวิสัย http://shows.voicetv.co.th/kid-len-hen-tang/33434.html พร้อมยกตัวอย่างจากบทความ ด้วยว่า โดยหลักของรัฐธรรมนูญเองก็กำหนดไว้แล้วชัดเจนว่าคนไทยมีสิทธิ์ที่จะเลือก นับถือศาสนาใดก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าศาสนาพุทธถูกหยิบยกขึ้นมาให้อยู่เหนือกว่าศาสนา อื่นเสมอมา โดยนำเอาวันสำคัญทางศาสนาพุทธมาเป็นวันหยุดแห่งชาติ ตนเห็นว่า นี่คือความเป็นรัฐศาสนาโดยแอบแฝง ทุกอย่างอิงอยู่กับความสำคัญทางพุทธศาสนา รวมทั้งรัฐพิธีทั้งหลาย อย่างประเทศญี่ปุ่นก็ถือเป็นรัฐโลกวิสัยจริงๆ ที่นำหลักปฏิบัติจากหลายศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างวัดก็ใช้เป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยว หรือใช้ทางพิธีกรรม อย่างคนที่ไม่มีศาสนาก็ไม่ได้คลั่งไคล้วัตถุนิยม ซึ่งต่างกับประเทศไทย ส่วนศาสนาทำให้คนเป็นคนดีก็ถือว่าไม่จริง เพราะความชั่วอย่างมโหฬารมันขึ้นอยู่กับคนที่ไม่อยู่ในสถานะที่ถูกการตรวจ สอบต่างหาก ความคลั่งในศาสนาก็นำไปสู่สงครามได้ ความชั่วมันเกิดมาจากการขาดความรับผิดชอบต่อสังคม การบังคับกับศาสนาไม่ใช่เรื่องผิดแต่ควรทำกับคนที่ศรัทธาเท่านั้น
       
       จากนั้นเมื่อวันที่ 14 มี.ค.พระครูวินัยธรธีรวิทย์ ฉันทวิชโช ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือต่อ น.ส.ลีลาวดี วัชโลบล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบเทปรายการดังกล่าว โดยเห็นว่า มีเนื้อหาลบหลู่พระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์โดยวิพากษ์นโยบายการสวดมนต์ข้ามปี การให้วัดพระเป็นวันหยุด และการนำธงชาติ ธงพระประมาภิไธย และธงธรรมจักร มาประกอบรัฐพิธี ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่เข้าใจหลักธรรมที่แท้จริง อีกทั้งยังนำเสนอเฉพาะความเห็นที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ให้พื้นที่ความคิดเห็นอีกฝั่งได้อย่างสมดุล จึงเกรงว่า จะทำให้เยาวชนไขว้เขวซึ่งเป็นอันตรายต่อสถาบันหลักทั้ง 2 สถาบัน ขณะที่ น.ส.ลีลาวดี ระบุว่า เตรียมนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมกรรมาธิการ ซึ่งหากมีการตรวจสอบก็คงต้องเชิญ น.ส.ลักขณา เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป
       
       ขณะที่ น.ส.ลักขณา ได้กล่าวตอบโต้ผ่านทางรายการดีว่าส์คาเฟ่ ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมวอยซ์ทีวี ว่า ตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะโต้แย้งใดๆ และตนคิดว่า นี่เป็นการกระทำที่ทำได้ในระบบประชาธิปไตย ทุกคนเหมื่อนรู้สึกว่าได้รับการกระทบกระเทือนก็ไปยื่นหนังสือ ก็ถือว่าเป็นการกระทำตามครรลองของกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่สำหรับคนที่ตั้งคำถามว่าลบหลู่คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาจริงหรือเปล่าก็ ควรที่จะเข้าไปชมเทปรายการดังกล่าวก่อน ซึ่งตนพูดถึงแค่ความแตกต่างระหว่างรัฐฆราวาส กับรัฐศาสนา และประวัติศาสตร์ความเป็นมาของรัฐในประเทศต่างๆ มีกระบวนการอย่างไร แล้วรัฐไทยจัดอยู่ในรัฐไหนกันแน่
       
       ทางด้าน พระมหาโชว์ ทัสสนีโย รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวผ่านรายการกระแสโลก กระแสธรรม http://www.konthaiuk.eu/forum/index.php?topic=21192.0 (ช่วงที่ 53.48 น. - 62.39น.) ระบุถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่า คือ คำผกานี่ชื่อเล่นเขาชื่อแขก และเขาก็พยายามบอกว่าเขาเป็นคนเสื้อแดง คือ เป็นคนโหนกระแสเก่ง อยากจะดังบางทีอย่างเรื่องของอากงก็ไปแก้ผ้า โชว์นมแล้วก็เขียนว่าอากง เป็นคนเหนือเป็นคนแม่ริม คือ ไปพูดวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาอันนี้เป็นเรื่องอันตราย เคาตน์ดาวน์ไม่มีประโยชน์ การที่สอนศีลธรรมไม่มีประโยชน์ ประเทศไทยไม่ใช่มีศาสนาเดียว จะไปหยุดราชการวันสำคัญทางพุทธศาสนาทำไม สอนศีลธรรมแล้วมันเกิดประโยชน์อย่างไร โอ้ อย่างนี้มันคือการทำลายหัวข้อธรรม ทำลายพระพุทธรูปอย่างพระเกษมนี่ก็ไม่เท่าไหร่ สร้างใหม่ได้ แต่ทำลายหลักธรรมนี่อันตราย แต่เวลาเราทักท้วงไปก็บอกว่าว่าทุกศาสนาเลยไม่ใช่
       
       “ถ้าบอกว่า การสวดมนต์ไม่มีประโยชน์ แล้วการละหมาดใช่เป็นการสวดมนต์หรือไม่ คุณลองไปแตะเขาหน่อยดิ ถ้าการละหมาด ก็คือ การสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า 5 เวลาของมุสลิมเนี่ย เขาละหมาด 5 ครั้ง คุณกล้าไปแตะเขาไหมเหล่า ทีพระพุทธรูป ทีพระสงฆ์นี่เขกกะโหลกเอาๆ แต่ของศาสนาอื่นนี่คุณไม่กล้าหรอกยายคำผกา ดูเรื่องอากงนี่คุณไปแก้ผ้าเอานมออกมานมก็เหี่ยวหัวก็ดำ อู้ย คือ ถ้ามันสวยก็พอดูหน่อย เมื่อวานเขาก็ไปโพสต์ว่าเป็นพระห่าอะไรวะมาพูดถึงหัวนม เอ้าก็กูเห็นน่ะ แต่มึงเอาออกเฟซบุ๊ก ออกประชาไท ทำไมจะไม่เห็น คำผกาก็เป็นแม่หม้าย คือ ถ้าแม่หม้ายทรงเครื่องเนี่ย มันไม่ดำขนาดนี้หรอก คือ ตัวน่ะน่าเกลียดแล้วยังมีพฤติกรรมน่าเกลียดอีก อย่าไปบอกว่าเป็นเสื้อแดง คือ มานี่เป็นการทำลายศาสนาโดยตรง แล้วถ้าบอกว่าสิทธิเสรีภาพ คือ การวิพากษ์วิจารณ์ได้เหมือนนาย ส.ศิวรักษ์ เนี่ย ไอ้พวกนี้ดังได้เพราะด่าพระ พิเรนทร์เพราะด่าพระ” พระมหาโชว์ กล่าว
       
       พระมหาโชว์ กล่าว ต่อว่า เวลาพูดก็ไม่คำนึงบอกว่าประเทศไทยไม่ได้มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวควรจะเท่ากัน เอ้า ธนาคารอิสลามเขามีทำไมธนาคารพุทธไม่มีถ้าอย่างนั้น ธนาคารอิสลามเขามีกันทั่วประเทศและมีกฎหมายถึง 4 ฉบับ ของพุทธมีแค่ฉบับเดียว และไปบอกว่าญี่ปุ่นไม่มีศาสนา คุณไปเรียนญี่ปุ่นภาษาวิมาณอะไรยายคำผกา ไม่รู้ว่าศาสนาชินโตกับพุทธมหายานเนี่ยญี่ปุ่นที่เขามาประชุมประเทศไทยบุด ดิทสัมมิทน่ะ มันไปเรียนแล้วเนี่ยเท่ากับเอามีดไปลับหินต่างประเทศเพื่อให้เกิดความคม ยายนี่พอไปแล้วเอาหินไปลับมีดขากลับแบกเอาหินมามีดทิ้งเอาไว้ที่ญี่ปุ่น จัญไรแท้ๆ ไปวิจารณ์บาทหลวงไหมเล่า ไปวิจารณ์โต๊ะครู โต๊ะอิหม่ามไหมเล่า ทีของพุทธอย่างพระเกษมถ้าเป็นศาสนาอื่นคงไม่อยู่อย่างนี้หรอก อันนี้โอ้ยด่าไฟแลบเสร้จแล้วบอกว่าเป็นชาวพุทธ ไม่มีเจตนาต้องการจะซักฟอก ต้องการจะแก้ปัญหา บ้าน่ะดิ นี่คือ การทำลาย ทำลายหลักธรรมเลย ถ้าเป็นศาสนาอื่นคุณไม่มานั่งเสนอหน้าอย่างนี้หรอก ชักลามปามมาถึงคำสอน ต้องเอาแบบมุสลิมบ้างถ้ามันใช้อย่างนี้ก็เผา เผามันสักรอบ คือ มันชอบความรุนแรงถึงจะหยุด ความยุติธรรม เหตุผลนี่ไม่เอา ไปวิพากษ์วิจารณ์ทำลายคนอื่นแล้วบอกว่าเป็นความชอบธรรม จัญไรแท้ๆ เขาอยู่มาเป็นไม่รู้กี่พันปีถ้าไม่ดีเขาคงอยู่ไม่ได้มาถึงวันนี้ ไอ้เราก็บอกว่าคุณโอ๊ค คุณเอม เจ้าของวอยซ์ทีวีมันควรปลดรายการจัญไรประเภทนี้ออก อย่าให้ชาวพุทธต้องไปประท้วงถึงคุณโอ๊ค คุณเอม เลย นี่มันด่าศาสนาแล้วบอกเป็นความชอบธรรมพ่อแม่มันสอนเอาไว้เหรอ คือ ใจกว้างมานานแล้วถึงได้โดยทำลายมาตั้งแต่ประเทศอินเดีย ตนขอให้กรรมาธิการเรียกไปตรวจสอบ สอบถาม และเรียกตนไปด้วย จะได้ถามกันตรงๆ บ้าบอด่าพระด่าเจ้าเป็นความชอบธรรมแล้วด่าแม่มันบ้างเป็นความชอบธรรมบ้างไหม

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันที่ 16 มีนาคม 2555

        
"ดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น"

 



คุก 2 ปี
ก็คงไม่อาจทำให้บักเกษม หายฮึกเหิมได้กระมัง

ไหนบอกจะออกคลิบภาคสองต่อจาก "คลิปไม่อยากดัง"ไง

รออยู่นะบักเกษม
  ประกาศตัวแล้วว่าจะทำการ

ฟ้องร้องมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ

ด้วยวาจาอาจหาญ  เชิญแขกเข้าบ้านมากมายเสียขนาดนั้น

โธ๋.. เข้าใจหาเรื่องนะ ดีนะที่ไม่ฟ้องพระสงฆ์ฝ่ายนิกายอื่นๆ ทั่วโลก

ว่าคุณไม่ใช่พระทำตัวผิดวินัย จับเงินทอง แค่นี้ก็ฮาเต็มแก่ 


ไอ้ลูกศิษย์ก็เชียร์เหลือเกิน เว็บไซต์เอย เฟสบุ๊คเอย
จ้องแต่จับผิดพระ

มีข่าวพระประพฤติผิดเสียหายนำมายำ ก็พอๆ กับลูกพี่เลยวุ้ย..


ตนเองตกใส่หลุมขี้ เนื้อตัวสกปรกก็ยังคิดว่าตน

สะอาดกว่าใครเพื่อน คนอื่นสกปรก มีตนสะอาดดีเลิศผู้เดียว


การสอนไม่ให้กราบไหว้พระพุทธรูปเป็นการสอนไม่ให้ระลึกถึง

พระพุทธเจ้า บุพการีชนผู้ให้กำเนิดก่อตั้งพระพุทธศาสนา การตบหน้า

ถีบพระพุทธรูป อัตลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า นำพระพุทธรูปไปเผาทำลาย

ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกตาลีบัน
กับพวกต่างชาติที่ดูถูกสิ่งสูงสุดของพระ

พุทธศาสนา ดังเช่น เว็บไซต์ ตามลิงค์นี้ คนภายนอกยังดูถูก เหยียบย่ำ

สิ่งสูงสุดของชาวพุทธไม่พอ บักเกษมก็เหยียบย่ำอีก


ออกแบบเศียรพระพุทธรูปมาทำเป็นโต๊ะนั่ง-วางของ (คลิกที่ลิงค์)

1. http://freshome.com/2011/08/05/an-intriguing-furniture-collection-buddha-head-table-and-pouf/ 

2. http://www.21st-design.com/interiorliving/body.pe?category=pacificobeato


คุก 2 ปี 'พระเกษม' หมิ่นพระพุทธศาสนา

ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 'พระเกษม' 2 ปี ฐานความผิดเกี่ยวกับศาสนา ท่ามกลางลูกศิษย์จำนวนมากเดินทางมาจากหลายพื้นที่เพื่อให้กำลังใจ


13 มี.ค.55 นายสมิต ยอดพรม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดหล่มสัก และคณะ ได้ออกนั่งบรรลังค์ที่ 6 เพื่ออ่านคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ระหว่างอัยการจังหวัดหล่มสัก เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระเกษม อาจิณณฺสีโล หรือนายดวงแพง ดวงมาก ฐานความผิดเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งพระเกษมได้ทำการเหยียบฐานพระพุทธชินราชจำลองและใช้ฝ่ามือด้านขวาตบไปที่ พระพักตร์ พร้อมทั้งนำแผ่นป้ายข้อความที่ระบุว่า “ทองเหลืองหล่อนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้า อย่าไปกราบไหว้มัน” เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2551 ที่ศาลาสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก ตำบลวังกวาง อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์


ต่อมาทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เข้าร้องทุกข์แจ้งความให้ดำเนินคดีกับพระเกษม ในข้อหาดูหมิ่นพระพุทธศาสนา โดยศาลชั้นต้นได้ทำการพิพากษา ยกฟ้องในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2552  หลังจากนั้นทางสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ทำการยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งวันนี้ผลการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ ได้ ตัดสินพิพากษา พระเกษม อาจิณณฺสีโล เนื่องจากว่าพระเกษม เป็นพระผู้ใหญ่ ซึ่งบวชและศึกษามานาน ได้กระทำตนที่ไม่เหมาะสม บังอาจ เหยียดหยาม ดูหมิ่นพระพุทธรูป ที่ทุกคนส่วนใหญ่ให้การเคารพบูชา


ดังนั้นพระเกษมมีความผิดตามมาตรา 91 และ 206 จึงลงโทษให้จำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท ส่วนโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากไม่เคยก่อความผิดมาก่อน  ในส่วนพระเกษมหลังจากได้รับฟังคำพิพากษา ได้ยอมรับในคำตัดสิน พร้อมทั้งได้กล่าวว่า จะต้องสู้ไปให้ถึงที่สุด ยอมรับว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินออกมาเช่นนี้ ตนผิดวินัยแน่นอน ชาวพุทธตัดสินอย่างนี้ ฉะนั้นต้องไปฏีกาเพื่อให้ลูกหลานได้เรียนต่อ ส่วนฝ่ายสงฆ์ถ้าเป็นไปตามพระวินัยก็ไม่มีอะไรเลย มีแต่ฝ่ายที่ร้องอาตมาต้องไปแก้โทษกันเอาเอง


การเดินทางมารับฟังคำตัดสินของพระเกษมในครั้งนี้มีลูกศิษย์ จำนวนมากเดินทางมาจากหลายพื้นที่เพื่อมาเป็นกำลังใจให้กับพระเกษมในครั้งนี้ ด้วย ในด้านความปลอดภัยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งใน และนอกเครื่องแบบเพื่อมารักษาความสงบภายในบริเวณศาลอย่างเข้มงวด

ที่มา : คมชัดลึก

วันที่ 13 มีนาคม 2555

คำ ผกา นักเีขียนตัวแสบ มีชื่อเพราะวิจารณ์

คนอื่น วิจารณ์สังคมแม้ท่าน ว.วชิรเมธี

เธอคนนี้ก็วิจารณ์เสียหายมาแล้วด้วยวลี

"ฆ่าเวลาบาป กว่าการฆ่าคน" เพียงเพราะอยาก

เหยียบคนดังวิจารณ์เพื่อยกตนเองให้มีชื่อ

แหม..แต่ปากมอมเหลือหลาย ลบลู่คำสอนพุทธศาสนา


กล่าวในรายการคิดเล่นเห็นต่าง ทางวอยส์ทีวี

ตอน
สวดมนต์ข้ามปี สวดไปทำไม?  หล่อนคนนี้

สงสัยดีเลิศประเสริฐศรี จะมาแนว ไอ้บักเกษม

สำนักสามแยกอีกคน ปากพาสร้างสรรค์เหลือเกิน 

หนอย.. ว่าการสวดมนต์ไม่ดี

สงสัยอีนี่ ทั้งชีวิตไม่เคยสวดมนต์ ทำบุญ เข้าวัด

ตาบอดโมหะ ถึงขนาดว่าสวดมนต์ไม่ดี
 





ลักขณา ปันวิชัย หรือ คำ ผกา


"ต่อให้คุณสวดมนต์ อย่าว่าแต่สวดมนต์ข้ามปี

สวดมนต์กัน 24 ชั่วโมง 365 วัน ก็ไม่ได้ช่วยให้

โลกนี้ดีขึ้น
ไม่ได้ทำให้ปัญหา

อาชญากรรมลดลง ไม่ได้ทำให้คนจนลดลง ...

การวางนโยบายให้คนมาสวดมนต์นี่ค
ือการวางยา

กล่อมประสาท
 ให้กับประ
ชากรในสังคม...ฯลฯ 

 

 

 

ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ ยื่นหนังสือต่อ กมธ.ศาสนาฯ เรียกร้องให้ตรวจสอบรายการ "คิดเล่นเห็นต่าง กับคำผกา" ทางวอยส์ทีวี(Voice TV)

พระครูวินัยธรธีรวิทย์ ผู้ ช่วยเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชน จำนวนหนึ่ง เข้ายื่นหนังสือถึง นางสาวลีลาวดี วัชโรบล เลขานุการ คณะกรรมาธิการการศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบเนื้อหารายการ "คิดเล่นเห็นต่าง กับคำผกา" ทาง Voice TV ของ นายพานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นที่ทางศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ มองว่า เข้าข่ายลบหลู่พระธรรมคำสอน รวมถึงศาสนาพุทธกับงานพระราชพิธีถือว่าเป็นภัยต่อเด็ก เยาวชน และพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ซึ่งนางสาวลีลาวดี รับที่จะนำเสนอให้คณะกรรมาธิการฯ เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และคลี่คลายเรื่องนี้ ซึ่งภายหลังยื่นหนังสือพระครูวินัยธรธีรวิทย์ ได้นำพุทธศาสนิกชนที่มาด้วยกัน สวดอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ภายในห้องแถลงข่าวของสภาผู้แทนราษฎรทันที

 

คลิปเพิ่มเติม

 

ออกรายการ 10 มี.ค 55
http://www.youtube.com/embed/HWFs41UW77s?feature=player_embedded

ออกรายการ 11 มี.ค 55
http://www.youtube.com/watch?v=rJQQBd36dBg


ออกรายการ 14 มี.ค 55
http://www.youtube.com/watch?v=HWFs41UW77s&feature=related

คำผกา วิจารณ์ ท่าน ว.วชิรเมธี

http://www.youtube.com/watch?v=vzOguWxC-Zs



ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ + youtube

วันที่ 14 มีนาคม 2555

 

ปีละล้าน !

ขอทานวัดไร่ขิง "เงินเหลือ" ถวายหลวงพ่อ

 http://www.alittlebuddha.com/Special%202012/Wat%20Rai%20King.jpg

 

เป็นที่ฮือฮา ขอทานหน้าวัดไร่ขิงบริจาคเงินให้วัด 1 ล้าน จ้าง "ตั๊กแตน-ชลดา" เล่นคอนเสิร์ต เผยนั่งขอทานมา 33 ปี ได้มาพึ่งใบบุญวัด ชี้แต่ละปีจะบริจาคเงินก้อนประมาณ 1-4 แสน แต่ปีนี้ได้มาก จึงทำบุญ 999,999 บาท ลั่นตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้... 

เรื่องฮือฮาขอทานที่นั่งขอทานมากว่า 30 ปี บริจาคเงินที่ได้จากคนใจบุญมอบให้วัดทุกปี บางปีหลายแสน สำหรับในปีนี้มอบให้ 1 ล้าน ไม่พอแถมว่าจ้างดนตรีดังมาแสดงให้คนชมเพื่อเป็นการฉลอง เรื่องดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยขึ้น เมื่อ 14.30 น. ของวันที่ 14 มี.ค.55 เมื่อผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีขอทานนำเงินจำนวน 1 ล้านบาท ที่ได้จากการขอทานที่นั่งขออยู่ประจำที่หน้าทางเข้าพระอุโบสถวัดไร่ขิง นำเงินสดจำนวน 1 ล้านบาท มอบให้พระประธานในโบสถ์ โดยให้เจ้าอาวาสรับมอบและเก็บรักษาไว้ พร้อมกับว่าจ้างวงดนตรีลูกทุ่งดัง ตั๊กแตน ชลดา มาแสดงที่บริเวณหน้าวัดด้วย

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่หน้าพระอุโบสถวัดไร่ขิง พระอารามหลวง ซึ่งประดิษฐานพระหลวงพ่อวัดไร่ขิง ที่ด้านหน้าพบชายนั่งอยู่ที่พื้นโดยสวมชุดสูทสีเทาดำ ผูกเนกไทหูกระต่ายสีแดง นั้งทับแผ่นป้ายโฆษาไวนิล ชมการแสดงของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ตั๊กแตน ชลดา ในวันที่ 14 มี.ค.55 เวลา 19.09 น. โดยมีกองเงินสดธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 10 ปึก เป็นเงิน 1 ล้านบาท วางอยู่ด้านข้างตัว
 

เมื่อ สอบถามทราบชื่อนายเอี่ยม คัมภิรานนท์ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87 ซอย 7 ถนนพหลโยธิน ต.ปากเพรียว อ.เมืองสระบุรี จะนำเงินสดมาถวายให้กับพระประธานวัดไร่ขิงหรือพระในโบสถ์ โดยจะมอบให้กับพระราชวิริยาลังการ หรือเจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสเก็บรักษาไว้เพื่อใช้จ่ายในการซ่อมแซมโบสถ์ของวัด

นายเอี่ยม เล่าถึงความเป็นมาในการมอบเงินอย่างไม่อายว่า ตนเองเป็นขอทานมาอาศัยขอทานอยู่ที่หน้าพระอุโบสถวัดไร่ขิงนี้เป็นเวลากว่า 33 ปี ซึ่งจะมีข้อความเขียนติดอยู่เวลามาขอทานว่าเงินที่ผู้มีจิตศรัทธาให้นั้น ส่วนหนึ่งตนเองจะนำไปถวายให้กับพระประธานหลวงพ่อวัดไร่ขิง ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ซึ่งมีผู้มีจิตเมตตานำเงินใส่ในกระป๋องบ้างบางวันก็ใส่ในถ้วยบ้างให้ไว้ ตนเองก็เก็บหอมรอมริบไว้ จนครบ 1 ปี ในทุกปีเมื่อได้รายได้จากการบริจาคก็มีส่วนหนึ่งที่ต้องเอามาใช้จ่ายซึ่งไม่ มากมายนัก ส่วนที่เหลือก็จะเก็บรวบรวมฝากธนาคารไว้ เมื่อถึงปีก็จะนำออกมาถวายให้กับพระประธานในพระอุโบสถ บางปีก็มาก บางปีก็น้อย แต่ละปีมอบให้ตั้งแต่ 1 แสน ไปจนถึง 4 แสน สำหรับในปีนี้ได้รับเงินที่สาธุชนมาทำบุญให้มามาก ก็เลยมอบให้ 999,999 บาท ส่วนที่เหลือ 1 บาท นั้นจะเก็บเป็นเงินก้นถุงเป็นเคล็ด ทำอย่างนี้มาทุกปีสำหรับในปีนี้ตนได้ว่าจ้างวงดนตรีลูกทุ่งชื่อดัง ตั๊กแตน ชลดา ที่ตนเองชื่นชอบวงใหญ่เต็มวงมาแสดงเพื่อฉลองงานประจำปีของวัดไร่ขิงก่อน ซึ่งงานวัดจะมีขึ้นในวันที่ 2-10 เม.ย.55 นี้ โดยว่าจ้างวงมาเป็นแสน เพื่อให้มาแสดงให้ชาวบ้านได้ชมด้วยเป็นการฉลอง

นายเอี่ยม เล่าถึงประวัติความเป็นมาว่าตนเองมีชีวิตอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ถูกทอดทิ้ง ป่วยเป็นโรคโปลิโอตั้งแต่กำเนิด พิการแขนขา เดินไม่สะดวก ลิ้นไก่สั้น พูดไม่ชัด ไม่มีญาติพี่น้องอาศัยอยู่คนเดียว ตะลอนขอทานไปทั่วเพราะไม่มีเงินได้เงินมาบ้างก็เก็บหอมรอมริบไว้ จนซื้อบ้านได้หลังหนึ่งที่อยู่ปัจจุบัน พออยู่ไปอยู่มาที่สระบุรีเริ่มที่จะขอทานไม่ได้คนน้อยลงจึงย้ายไปเรื่อยจน กระทั่งเมื่อ ปี 2522 จึงมาที่วัดไร่ขิง เพราะเห็นว่ามีคนเยอะนั่งขอทานอยู่ด้านหน้าวัด พอตกกลางคืนก็จะย้ายมานอนที่จำหน่ายธูปเทียนบูชาในวัด เหมือนกับเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้คนลักของที่วัดด้วย พอเช้าก็อาบน้ำล้างหน้าในวัดแล้วออกมาขอทานต่อ จนพระเจ้าอาวาสที่วัดในสมัยนั้นสงสาร เห็นตากแดดตากฝน จึงให้เข้ามาขอทานที่ภายในหน้าพระอุโบสถ คนทำบุญเมื่อมาเห็นสังขารของตนต่างสงสารมอบเงินให้จำนวนมาก ตนเองก็สะสมไว้เรื่อย และเคยกล่าวคำสาบานว่าเงินจำนวนหนึ่งจะมอบให้กับหลวงพ่อที่ให้อยู่อาศัย ตนเองก็ทำตามที่สัญญาไว้ทุกปี มากน้อยก็จะทำบุญแต่ไม่ต่ำกว่าแสนสักครั้ง

สำหรับปีนี้รายได้จากการขอทานที่ชาวบ้านมาทำบุญมอบให้นั้นมากและเห็นว่าปีนี้มีการฉลองสมโภชวัดไร่ขิงด้วย จึงมอบเงินจำนวน 999,999.99 บาท เพื่อสมทบทุนในการจัดงาน แต่เรื่องดนตรีนั้นในงานมีการจัดไว้แล้วกลัวจะไปซ้ำซ้อนกับคนจัด เลยถือโอกาสจ้างวงดนตรีลูกทุ่งชื่อดังที่ตนชื่นชอบมาแสดงก่อน

นายเอี่ยม ยังกล่าวอีกว่า ตนเองตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องต้องดูแล และอายุก็แก่มากมายจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มีเงินก็บริจาคให้ถือว่าหลวงพ่อวัดไร่ขิงมีพระคุณให้ที่ทำกิน ตนจะขอทานอยู่ที่วัดจนกว่าชีวิตจะหาไม่ สำหรับเงินก้อนนี้จะมอบให้พระราชวิริยาลังการ หรือเจ้าคุณแย้ม เจ้าอาวาสวัดไร่ขิงเก็บรักษาไว้ใช้จ่ายในการฉลองสมโภช และจะมอบให้ทุกปีด้วย

 

ที่มา : ไทยรัฐ
15 มีนาคม 2555

 

ชักดิ้นชักงอ-คลุกดินคลุกฝุ่น

กรรมฐานแปลกพิสดาร วัดป่าศิวิไลซ์ พิจิตร


หรือในชื่อเก่า สถานปฏิบัติธรรมบ้านสะพานยาว

หรือ สำนักสงฆ์บ้านสะพานยาว

 ใช้คำภาวนาว่า พองหนอ ยุบหนอ นิ่งหนอ ถูกหนอ

แต่ไหง.. ผู้อบรม นอนกลิ้งคลุกดินเหมือนผีเข้า


 




ดูคลิปเพิ่มเติมลิงค์ด้านล่างนี้

คลิปจาก sanook  
<<
คลิปที่ 1    คลิปทีี่ 2   คลิปที่ 3   คลิปที่ 4  คลิปที่ 5  คลิปที่ 6 

คลิปจาก youtube 
<<
มี 1 - 7 คลิป  

เพิ่มเติมจาก เว็บพลังจิต 
<< คลิกที่นี่ 

 

จากกระทู้ในเว็บพลังจิตมีผู้ได้นำคลิปการ ปฏิบัติธรรมของวัดแห่งนี้มาเผยแพร่ในเน็ตทาง youtube และได้ให้รายละเอียดว่า สำนักแห่งนี้เคยเปิดสอนกรรมฐานที่แปลกแหวกแนว และฮือฮาจนเป็นข่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง โดย ด้วยการเข้าไปนั่งสมาธิในกรงงูเหลือม ทำให้นักเรียนหญิง ถูกงูรัดคอ จนเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก ต้องหามส่ง รพ. รวมทั้งมีนักเรียนหญิงกว่า 10 คน เกิดอาการหวาดผวาอย่างหนัก ต่อมานายสมชัย หทยะตันติ ผวจ.พิจิตร สั่งตั้งกรรมการสอบทางโรงเรียน ที่นำเด็กนักเรียนไปปฏิบัติธรรมจนเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น และเรื่องนี้ก็ได้เงียบลง แต่ทางสำนักก็ได้เปลี่ยนชื่อสำนักใหม่ เป็นชื่อ วัดป่าศิวิไลซ์ และได้มีการเปิดการอบรมนักเรียน เข้าปฏิบัติธรรม โดยมีการปฏิบัติบริกรรมแบบ พองหนอง ยุบหนอ แต่มีขั้นตอนวิธีการที่แตกต่างจาก การปฏิบัติแบบพองหนอ ยุบหนอโดยทั่วไป

ในตอนแรกก็จะให้เปลี่ยนเป็นชุดขาว และที่สำคัญ ให้ถอดพระเครื่อง ถอดสร้อย เครื่องรางของขลังออกให้หมด โดยอ้างว่า พระเครื่องจะดูดพลังกัมมัฏฐาน สำหรับ ขั้นตอนของการภาวนาจะใช้คำว่า พองหนอ ยุบหนอ นิ่งหนอ ถูกหนอ โดยแรกเริ่มก็จะเริ่มจากช้า ๆ ต่อมาก็ให้เร่ง ๆ ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะมีคนมาคอยพูดกรอกหูให้เร็วขึ้น เร่งขึ้น จนสติขาดผึง แล้วสติแตกอาละวาด

ผู้โพสท์ในบอร์ดเว็บพลังจิต กล่าวว่า ประเด็นมันอยู่ที่ว่า  ทำไมต้องทำกันแบบนี้ ทำไปแล้วได้ประโยชน์อะไร สิ่งที่ทำอยู่เป็นแนวทางพระพุทธศาสนาหรือไม่ ทำไมยังมีการกระทำแบบนี้อยู่อีก คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปไหนกันหมด ทำไมไม่มีใครเข้ามาจัดการ ทั้งที่สถานที่นี้ออกตัวว่าเป็นวัด (แถมไม่มีในทะเบียนวัดในประเทศอีก) ทำไมครูบาอาจารย์จากหลาย ๆ ที่ ถึงพาเด็กมาทำกิจกรรมแบบนี้ทั้งที่เคยมีคนถึงขั้นวิปลาศ มีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงระหว่างบรรดาครูอาจารย์กับทางสำนัก (เงิน หรือการคุมจิต ฯลฯ) หลังจากดิ้นทุรนทุรายแล้วได้อะไร เพราะผมถามจากคนที่ลงไปดิ้นแล้ว เค้าคุมตัวเองไม่ได้ หยุดก็ไม่ได้ เหนื่อยไม่พอ แผลเต็มตัวอีก บางคนเกิดอาการหวาดกลัว ต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจอีก

ที่สำคัญเชื่อไหมว่า มีพระคอยเดินจดว่าใครได้กัมมัฏฐานแล้วบ้าง กรณีเดินจดเดี๋ยวดูได้จากในคลิป จะพบว่ามีพระเดินถือกระดาษคอยจด  ซึ่งคำว่ากัมมัฏฐานที่ว่าคือการออกอาการทุรนทุราย ดีดดิ้น ขาดสติ ถูกจูงจิต ถูกสั่งให้ทำโน่นทำนี่ ซึ่งถ้าใครยังไม่ผ่าน ต้องทำจนกว่าจะผ่านถึงจะหยุดได้  บางคนแผลเหวอะหวะจากการดิ้น บางคนพกช้ำ บางคนกรีดร้อง บางคนก็แค่พอเลือดซิบ ๆ ซึ่งทางวัดก็ฉลาด ถ้าเป็นเด็กเยาวชน จะมีเอกสารให้กรอกสองแผ่น  เนื้อความแผ่นหนึ่งประมาณว่าจะปฏิบัติตามขั้นตอนของทางวัด อีกแผ่นหนึ่งเหมือนกับเอกสารยอมความไม่เอาผิดถ้าเกิดอะไรขึ้น โดยต้องให้ผู้ปกครองเซ็นยินยอม ซึ่งกรณีนี้หากไม่ได้พาผู้ปกครองมาด้วย ให้ปลอมเป็นผู้ปกครองกันเอง  พร้อมพยาน ซึ่งก็เหมือนเดิมคือเป็นพยานกันเอง  จะเห็นได้ว่ามีการรู้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอุบัติเหตุ อาจเลือดตกยางออก อาจวิปลาศ หรืออาจเสียชีวิตได้จากขั้นตอน จึงมีการสั่งให้กรอกข้อมูล เพื่อวัดจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย

เรื่องดังกล่้าวทางผู้ตั้งกระทู้โพสท์ที่ใช้นามว่า Mckaforc กล่าวว่าได้แจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้ว แต่ตามที่ตนได้ศึกษาพระพุทธศาสนามา ก็คิดว่าไม่ใช้การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องอย่างแน่นอน 

 

ที่มา : พลังจิตดอทคอม-youtube

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555

จัดยิ่งใหญ่ งานพุทธชยันตี 2600 ปีตรัสรู้

 


พุทธชยันตีคือวันที่พระพุทธองค์มีชัยชนะเหนือหมู่มารและตรัสรู้เมื่อ 2600 ปี ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีพระมหาเจดีย์พุทธคยา และต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเครื่องหมาย ตั้งอยู่ ตำบลคยา เมืองคยา รัฐพิหาร อินเดีย เป็นศูนย์รวมชาวพุทธทั่วโลก

โดย...สมาน สุดโต

นับตั้งแต่พระสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ 2600 ปีมาแล้ว พระธรรมคำสอนอันประเสริฐที่ได้จากการตรัสรู้ ยังเป็นเครื่องช่วยนำบุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิต (ธรรมดา) ขึ้นไปสู่สิ่งซึ่งมีคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต จนถึงทุกวันนี้  เมื่อวาระสำคัญเวียนมาบรรจบอีกศตวรรษหนึ่ง ประเทศที่มีประชาชนนับถือพุทธศาสนาจึงจัดฉลองกันโดยทั่วไป คล้ายกับที่เคยฉลองครบรอบ 25 พุทธศตวรรษ หรือ พ.ศ. 2500 มาแล้ว ในครั้งนั้นกำหนดนับวันที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน หรือ พ.ศ. 1 เป็นวันเริ่มต้นแห่งการฉลอง แต่ครั้งนี้กำหนดนับวันที่ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นวันฉลอง

วันฉลองที่สำคัญนี้เรียกเป็นสากลว่า Sambuddha Jayanti 2600 ภาษาไทยคือ สัมพุทธชยันตี 2600 ปี แต่มหาเถรสมาคมที่ยินดีที่จะเรียกว่า พุทธชยันตี 2600 ปี

พุทธชยันตีคืออะไร หนังสือพุทธชยันตี ที่ประพันธ์โดย สันติวัน หลังจากได้เดินทางไปร่วมงานฉลองพุทธชยันตีที่ศรีลังกาและอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2499 บอกว่า บัณฑิต รฆุนาถ แห่งอาศรมวัฒนธรรมไทยภารต แปลคำว่า ชยันตี ว่า วันแห่งชัยชนะ หรือวันเกิดแห่งบุคคลสำคัญของโลก ของประเทศนั้น




พุทธชยันตีคือวันที่พระพุทธองค์มีชัยชนะเหนือหมู่มารและตรัสรู้เมื่อ 2600 ปี ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีพระมหาเจดีย์พุทธคยา และต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเครื่องหมาย ตั้งอยู่ ตำบลคยา เมืองคยา รัฐพิหาร อินเดีย เป็นศูนย์รวมชาวพุทธทั่วโลก ที่เป็นงานยิ่งใหญ่ที่สุดที่พุทธคยา เมื่อวันที่ 212 ธ.ค. 2554 เมื่อชาวพุทธ 10 ประเทศจัดสวดพระไตรปิฎกนานาชาติ เพื่อฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี ในขณะที่ชาวทิเบตอีกประมาณ 4 แสนคน นำโดย องค์ดาไลลามะ มาประกอบพิธีกาลจักร ตั้งแต่วันที่ 1-10 ม.ค. 2555 เพื่อฉลองพุทธชยันตี 2600 ปีเช่นกัน

หลังจากตรัสรู้ พระพุทธองค์เผยแผ่พระธรรมคำสอนไปยังประชาชนทุกชั้นวรรณะในชมพูทวีป และพระธรรมคำสอนนั้นได้แพร่ขยายไปยังนานาประเทศทั่วโลก กลายเป็นศาสนาที่เก่าและสำคัญของโลกศาสนาหนึ่งถึงปัจจุบัน จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่พระองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เป็นวันแห่งการฉลองทั่วโลก เรียกว่าวัน United Nations Day of Vesak 

ประเทศไทยในฐานะเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เชิญชวนให้หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน มูลนิธิ สมาคม ชมรม และหน่วยงานต่างๆ ให้เข้าร่วมจัดกิจกรรมฉลองการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธองค์ในปีนี้โดยพร้อม เพรียงกัน  นอกจากนั้น คณะกรรมการจัดงานวิสาขบูชาโลก 14 ประเทศ ได้มีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย. 2555 ซึ่งเป็นวันฉลองสัมพุทธชยันตี 2600 ปี

พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ฐานะประธานคณะกรรมการจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการฯ ที่ประชุมได้หารือกันถึงประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมวิสาขบูชานานา ชาติปี 2555 ซึ่งถือว่าเป็นปีที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นปีที่ครบรอบ 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยมีประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ 2 ประเทศ คือ ศรีลังกา และไทย ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากในปี 2555 นอกจากจะเป็นการถวายพุทธบูชาฉลอง 2600 ปี แห่งการตรัสรู้แล้ว ยังเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา

ในการฉลองวันสำคัญนี้ จัดให้มีการประชุมโดยมีหัวข้อหลักคือ “The Buddha’s Enlightenment for the well being of Humanity : พระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษยชาติ” แบ่งเป็น 3 ประเด็นที่สัมพันธ์กับหัวข้อของสหประชาชาติ คือ Buddhist Wisdom for Reconciliation : พุทธิปัญญาเพื่อความปรองดอง, Buddhist Wisdom for Environment : พุทธิปัญญาเพื่อสิ่งแวดล้อม และ Buddhist Wisdom for Human Transformation : พุทธิปัญญาเพื่อการปรับเปลี่ยนชีวิตมนุษย์


มหาเถรสมาคม ในฐานะองค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์ ได้มีมติให้จัดฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี โดยเสนอให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ โดยให้มีกรรมการอำนวยการคณะหนึ่งที่มีกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการอำนวยการ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อจัดงาน 3 ลักษณะ คือ 1.ปฏิบัติบูชา ส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติธรรม ณ พุทธมณฑล ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมืองทองธานี สยามพารากอน 2.ด้านวิชาการ เน้นการประชุมสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับพุทธประวัติ หลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา โดยให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินการ 3 ด้านกิจกรรมทางด้านศิลปวัฒนธรรม ให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ งานฉลองดังกล่าวเริ่มวันที่ 29 พ.ค.-4 มิ.ย. 2555

ในส่วนของ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ได้เชิญภาคีสมาชิกทั่วโลกประมาณ 40 ประเทศ มาประชุมสัมมนาทางวิชาการ และจัดกิจกรรมร่วมกัน ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค. 2555 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นพุทธบูชา และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในปีมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา เมื่อ พ.ศ. 2554 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา ใน พ.ศ. 2555

ส่วน มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ร่วมกับธรรมภาคีทุกภาค รวมทั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกรุงเทพมหานคร จัดเทศกาลพุทธลีลากรุงเทพฯ 2555 ภายใต้การแนะนำของพระอาจารย์ชยสาโร พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล และพระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรม ในวันวิสาขบูชานี้

ดร.เสนาะ อูนากูล รองประธานกรรมการมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ในฐานะประธานจัดงาน กล่าวว่า “เทศกาลพุทธลีลากรุงเทพฯ 2555 จัดขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาเนื่องในโอกาสครบรอบ 2600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรม หรือที่เรียกว่า ‘สัมพุทธชยันตี’ พร้อมกับที่พุทธศาสนาได้ถือกำเนิดขึ้น นับเป็นโอกาสมหามงคลที่ชาวพุทธทั่วโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ประทานสิ่งสำคัญแก่โลก นั่นคือพระธรรมคำสอนที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติพ้นจากความทุกข์ ในโอกาสนี้ ทางหอจดหมายเหตุฯ และธรรมภาคี จึงเห็นควรจัดเทศกาลพุทธลีลากรุงเทพฯ 2555 ขึ้น โดยเราหวังว่าทุกท่านที่มาร่วมงานจะได้เรียนรู้พระธรรมคำสอนมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในชีวิต

เทศกาลพุทธลีลากรุงเทพฯ 2555 มีเนื้อหาประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 5 โครงการ

1.เทศกาลภาพยนตร์พุทธปัญญานานาชาติกรุงเทพฯ 2555 โดยความร่วมมือกับ Buddhist Film Foundation ผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์พุทธศาสนานานาชาติ และคุณพิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงของไทย โดยมีพระอาจารย์ชยสาโร รับเป็นที่ปรึกษาในโครงการนี้ ซึ่งจะมีการนำเสนอภาพยนตร์กว่า 30 เรื่อง ณ โรงภาพยนตร์เครือ SFX Central World ระหว่างวันที่ 7-10 มิ.ย. 2555

2.โครงการประกวดหนังสั้น สำหรับนิสิต นักศึกษา รวม 13 ทีม โดยมี พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) รับเป็นที่ปรึกษา โดยมีคุณพิมพกา และผู้กำกับที่มีชื่อเสียงรวม 13 ท่าน อาทิ คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล คุณบรรจง ปิสัญธนะกูล คุณนิธิวัฒน์ ธราธร และคุณยงยุทธ ทองกองทุน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ โดยภาพยนตร์ที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 13 ทีม จะถูกนำมาฉาย ณ โรงภาพยนตร์เครือ SFX Central World ระหว่างวันที่ 7-10 มิ.ย. 2555

3.มหกรรมคลิปมือถือ 2,600 นาที คลิปจากเหล่าศิลปิน ดารา ผู้นำ ไอดอลทั่วฟ้าเมืองไทย รวมทั้งคนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมส่งคลิปมือถือความยาว 1 นาที ภายใต้ธีม “สงบท่ามกลางวุ่นวาย” เพื่อร่วมการเฉลิมฉลองในครั้งนี้ โดยมีพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล รับเป็นที่ปรึกษา

4.เทศกาลลานโพธิ์ มหกรรมแห่งโพธิปัญญา ตอน “ดินแดนว่าง-สว่าง-สงบ” โดยจะจัดให้มีกิจกรรมฉายหนังและงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งกิจกรรมการเจริญสตินานาชาติ ทั้งในศาสนาพุทธ (เถรวาท มหายาน วัชรยาน เซน คามวาสี อรัญวาสี ลังกา พม่า มอญ เวียดนาม ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อานาปานสติ พุทโธ ยุบหนอพองหนอ รูปนาม สัมมาอรหัง หลวงพ่อเทียน อาจารย์โกเอ็นก้า ฯ) และศาสนาอื่น (คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์ ฯ) อย่างถูกวิธี สามารถเข้าใจและเข้าถึง ช่วยให้ค้นพบวิธีที่ตรงกับจริตของตนจนสามารถนำไปเจริญได้ต่อเนื่องจนเกิด ประโยชน์ที่แท้จริงแก่ชีวิต โดยเทศกาลลานโพธิ์นี้จะจัดขึ้นที่ลานพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 17-20 พ.ค. 2555

5.มหกรรมหนังกลางแปลงแห่งชาติ ที่จัดร่วมกับ Open Air Cinema Foundation for Buddhist Film เป็นการฉายภาพยนตร์กลางแปลงในพื้นที่วัด หรือพื้นที่ชุมชนด้วยชุดหนังและสื่อธรรมที่เหมาะสม เพื่อให้วัดกลับมาเป็นพื้นที่สันทนาการและการเรียนรู้กลางทางธรรมของชุมชน โดยนัดหมายวันฉายหนังกลางแปลงพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ครั้ง

จึงเชิญชวนชาวไทยทุกท่านร่วมฉลองพุทธชยันตี 2600 ปี เพื่อให้เกิดความสุขสงบ สันติ แก่ชาวโลกโดยทั่วกัน

ที่มา : โพสท์ทูเดย์

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555


สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติชู โรงเรียนการกุศลของวัดฯ ทั่วประเทศ
สร้างอัตลักษณ์แต่งชุดขาววันพระ
เริ่มปีการศึกษา 55
ไอเดียเจ๋ง.. น่าจะทำนานแล้ว  ตามหลังศรีลังกาหน่อยไม่เป็นไร
ดีกว่า จะให้ฮิญาบ เข้ามา.. แล้วเรียกร้องขอห้องละหมาด
ขอโน่นขอนี่...




 

วันนี้ (20 ก.พ.) ที่สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการเสริมสร้างศีลธรรม และพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมผู้บริหาร ครู และนักเรียน โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนาระหว่างกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดใน พระพุทธศาสนา กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยพระราชพุทธิวราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดกวิศราราม จ.ลพบุรี ผู้จัดการ และ ผอ.โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะประธานกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดฯ กล่าวว่า การ ลงนามดังกล่าวเพื่อต้องการสร้างอัตลักษณ์ให้เกิดขึ้นกับโรงเรียนการกุศลของ วัดฯ รวมทั้งเพื่อเสริมสร้างศีลธรรมและพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริหาร ครู และนักเรียน เพื่อเป็นแบบอย่างพุทธมามกะที่ดี โดยในบันทึกข้อตกลงนี้จะกำหนดให้กลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดฯ จะต้องให้ผู้บริหาร ครู นักเรียน ดำรงตนอยู่ในศีล 5 ทำบุญตักบาตรเป็นประจำ สวดมนต์ ไหว้พระทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง มีการฝึกปฏิบัติธรรม เข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อีกทั้งจะต้องมีการส่งเสริมให้ศึกษา และเข้าสอบธรรมศึกษาให้ได้ถึงระดับธรรมศึกษาชั้นเอก อีกทั้งในวันพระทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียนจะต้องแต่งชุดขาวกันทั้งโรงเรียนด้วย
       
       พระราชพุทธิวราภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีโรงเรียนการกุศลของวัดฯอยู่ทั่วประเทศ 104 แห่ง มีนักเรียนประมาณ 92,000 คน โดยโรงเรียนเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในปีการศึกษา 2555 เพื่อเป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้เกิดขึ้นกับโรงเรียนการกุศลของวัดฯ ต่อ ไป สำหรับโรงเรียนการกุศลของวัดฯ เป็นโรงเรียนเอกชนตามมาตรา 15(1) พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ที่วัดในพระพุทธศาสนาได้รับอนุญาตให้เป็นผู้รับใบอนุญาตและจัดการเรียนการ สอนตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

 

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555

ความจริงที่วัดหนองจอก กรณีคลุมฮิญาบที่โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก


Hot News รัฐบาลมุสลิมมาเลเซีย ทำลายวัดพุทธ     Hot News การเปลี่ยนแปลงประชากรโลก
Hot News การทำลายล้างพระพุทธศาสนา ส่งคนปลอมบวช     Hot News การทำลายล้างพระพุทธศาสนา บิดเบือนพระไตรปิฎก
Hot News ยุทธศาสตร์การดะวะฮฺในประเทศไทย     Hot News การรุกคืบทางประชากรมุสลิม
Hot News ความจริงที่วัดหนองจอก กรณีคลุมฮิญาบ        

 

สำหรับชาวพุทธ "กฎหมายอนุญาตคุณห้ามทำไม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน"

สำหรับชาวมุสลิม "หลักศาสนาสูงกว่ากฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่ตรงตามหลักศาสนา
                            ก็ถือว่ากฎหมายผิด"

 

                             กฎหมายต้องเหนือกว่าพระพุทธศาสนา

                              เพื่อว่าศาสนาอิสลามจะได้ใหญ่กว่าไง 

หลักกฎหมาย หรือน้ำผึ้งหยดเดียว  ?   เห็นแล้วก็เลื่อมใสชาวมุสลิมเขานะ
แค่เด็กหญิงสองคนไม่ได้ใส่ฮิญาบก็ชวนกันไปประท้วงแทบจะปิดวัด แต่ชาวพุทธ
พระถูกวางระเบิดตายรายวันรายเดือน กลับเงียบ
!

 


ภัยจากปะทัดยักษ์มาแล้ว มาเยือนทุกปี
เมื่อใกล้ถึงฤดูกาลงานประเพณีลอยกระทง
มีลูกบอกลูก มีหลานบอกหลาน มีเหลนบอกเหลน
 นิ้วขาด ใบหน้าพังยับเยิน พิการ เสียชีวิตได้..

ไม่เฉพาะแต่เด็กเยาวชนเท่านั้น ผู้ใหญ่เองก็มีสิทธิ์เช่นกัน
หากทำปะทัดยักษ์เพื่อเล่น


สามเณรทำประทัดยักษ์ช่วงลอยกระทง บึ้มใส่แผลเต็มร่าง

เมื่อเวลา 11.30 น.  วันที่ 6 พฤศจิกายน  เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยนครลำปาง ได้เดินทางเข้าไปรับตัว สามเณร ปังปอนด์ หรือ ด.ช.อัญชัญ แซ่ตุ๋ย อายุ 13 ปี จากวัดบ้านท่าล้อ ต.บ่อแฮ้ว  อ.เมือง จ.ลำปาง มาส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลศูนย์ลำปางอย่างเร่งด่วน เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากประทัดยักษ์แตกเข้าใส่ ทำให้สะเก็ดของประทัดยักษ์ รวมถึงเศษแก้ว และเศษหิน กระเด็นเข้าใส่ตามร่าง กายหลายแห่ง อาการไม่สาหัส แพทย์เวรห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลศูนย์ลำปาง จึงได้ทำการนำเศษของแข็งต่าง ๆ ออกจากบาดแผลตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ขา และลำตัว ที่มีแผลเปิดกว้าง จากนั้นก็ทำความสะอาดบาดแผล และให้นอนพักรักษาตัว เพื่อรอดูอาการสักระยะ


ทั้งนี้ แพทย์ผู้ให้การรักษา เผยว่า   สามเณรรูปดังกล่าว ซึ่งบวชมาได้ 1 พรรษา ได้ไปซื้อดินระเบิด ที่ร้านขายของชำภายในหมู่บ้าน ก่อนที่จะมาทำเป็นประทัดยักษ์ หรือลูกปิงปอง เพื่อใช้เล่นในช่วงงานล่องสะเปาจาวละกอน หรือเทศกาลลอยกระทง เมื่อทำการบรรจุดินระเบิดในลูกพลาสติกวงกลม และอัดแน่นด้วยการพันเทปกาวรอบลูกพลาสติกเสร็จ ก็ได้มาทดลองจุดบริเวณลานหน้าวัด โดยใช้ขันน้ำ คลอบประทัดยักษ์ไว้ เพื่อทดสอบแรงระเบิด แต่ปรากฏว่าไม่เกิดระเบิดในทันที สามเณรรูปดังกล่าว จึงใช้มือเปิดขันน้ำออก โชคร้ายประทัดยักษ์ จึงเกิดระเบิดเข้าใส่อย่างแรง จนเป็นเหตุทำให้บาดเจ็บดังกล่าว โชคดีที่ไม่มีอวัยวะส่วนใดเกิดขาด โดยเฉพาะมือ และนิ้วมือ จากแรงระเบิด



ลิงค์อ่านเพิ่มเติม : www.deawkungjang.exteen.com/20101122/entry

                                     www.khaosod.co.th

 

ที่่มา : ครอบครัวข่าวสาม

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2554